วันศุกร์, 28 กุมภาพันธ์ 2563

เผย 7 เคล็ด(ไม่)ลับช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

18 ม.ค. 2020
32

สุขภาพผิวของเราขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะ ความเครียด และแสงแดด ก็ล้วนแต่เป็นตัวการที่ทำให้สภาพผิวเปลี่ยนไป สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ เช่น ผิวหยาบกระด้าง ริ้วรอย จุดด่างดำ รอยช้ำ และผิวหย่อนคล้อย ซึ่งปัญหานี้จะยิ่งหนักข้อขึ้นในผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ผิวในภาพรวมจะไม่เรียบเนียนเหมือนคนวัยหนุ่มสาว เพราะการผลัดเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นช้าลง แม้ว่าเราไม่สามารถกลับไปมีผิวที่เรียบเนียนและเต่งตึงแบบทารก แต่วิธีที่กำลังจะกล่าวหลังจากนี้ก็สามารถช่วยให้ผิวของคุณเรียบเนียนขึ้นและดูดีตามวัยค่ะ มาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีใดบ้าง

วิธีทำให้ผิดเรียบเนียน

1.เลือกทานอาหาร

ทราบไหมว่า การทานอาหารแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีแล้ว ล้วนแต่ไปทำลายแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้และทำให้จุลชีพเสียสมดุล ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่สามารถแสดงออกผ่านทางผิวหนังได้ค่ะ ในทางกลับกัน อาหารที่มีวิตามินและสารต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างเบอร์รี ผลไม้ที่มีสีสันสดใส และผักต่าง ๆ สามารถช่วยให้ผิวรับมือกับความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ถ้าอยากมีผิวเรียบเนียนและกระจ่างใส ก็ควรทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นสารอาหารที่พบได้มากในปลาที่มีไขมันสูง

2.นอนให้เพียงพอ

ความเครียดสามารถสร้างความเสียหายต่อผิว โดยเฉพาะเมื่อคุณไม่ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ทั้งนี้ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองและฟื้นคืนจากความเครียดในระหว่างที่คุณนอน ดังนั้นหากนอนน้อยและนอนแบบไม่มีคุณภาพ ก็สามารถทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ผิวแห้ง และซีดเซียว ถ้าอยากมีผิวที่สดใสเปล่งปลั่ง ก็ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงทุกคืนเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวและร่างกาย

3.ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณอยู่ห่างไกลจากโรคร้ายเท่านั้น แต่ยังดีต่อผิวอีกด้วย ทั้งนี้การออกกำลังกายจะช่วยให้เลือดสูบฉีดไปยังเส้นเลือดตามใบหน้า ทำให้ผิวได้รับสารอาหารมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การออกกำลังกายยังช่วยลดการอักเสบ ควบคุมฮอร์โมนที่สำคัญต่อผิว ป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และเมื่อร่างกายได้ขับเหงื่อ ก็จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนด้วยค่ะ ทำให้ผิวเรียบเนียนและดูสดใสมากขึ้น

4.ล้างหน้าและขัดผิว

การล้างหน้าและขัดผิวเบา ๆ สามารถทำให้ผิวเรียบเนียนและดูเปล่งปลั่งขึ้น โดยไปกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว สิ่งสกปรกที่อุดตันในรูขุมขน ความมัน และเครื่องสำอางที่ตกค้างบนผิว อย่างไรก็ตาม นอกจากการดูแลผิวที่ใบหน้าแล้ว ก็อย่าลืมดูแลผิวบริเวณมือและฝ่าเท้าโดยใช้สครับที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสามารถช่วยให้ผิวนุ่มและเรียบเนียนขึ้น

5.ใช้มอยส์เจอไรเซอร์

ไม่ว่าคุณจะมีผิวที่แห้งกร้านหรือมันเยิ้ม การรักษาผิวให้ชุ่มชื้นก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะสามารถช่วยรักษาสมดุลของการผลิตซีบัม ป้องกันไม่ให้ผิวลอกและแห้งกร้าน และเติมความชุ่มชื้นที่เสียไปในระหว่างวัน ดังนั้นถ้าอยากให้ผิวดูอิ่มน้ำและเรียบเนียน ก็อย่าลืมใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูรอนิก กลีเซอรีน และเซราไมด์ โดยให้ทาตอนที่ผิวชื้น หรือภายใน 3 นาทีหลังจากอาบน้ำ จากนั้นก็ค่อยใช้ออยล์สำหรับใบหน้าหรือลำตัวเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น

6.ดื่มน้ำ

ยิ่งคุณดื่มน้ำมากเท่าไร เซลล์ก็จะยิ่งชุ่มชื้นและอิ่มน้ำมากเท่านั้น นอกจากนี้กระบวนการเผาผลาญภายในเซลล์ก็จะสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ต่อวัน คือ 8-10 แก้ว นอกจากนี้การทานผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 หน่วยบริโภค ก็สามารถช่วยรักษาผิวให้มีสุขภาพดีได้ค่ะ ตัวอย่างผลไม้ที่ช่วยให้ผิวสวยที่เราอยากแนะนำ เช่น แอปเปิ้ล ส้ม กล้วย กีวี บลูเบอร์รี และองุ่น

7.หลบแดด

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รังสียูวีจากดวงอาทิตย์สามารถทำร้ายผิวของเราได้ แม้ว่าผลของการไม่ทาครีมกันแดดจะยังไม่ชัดเจนในตอนนี้ แต่หากปล่อยให้ผิวได้รับรังสียูวีอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดการสะสม สุดท้ายก็จะไปทำลายคอลลาเจนและ  อิลาสติน ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ดังนั้นอย่าลืมทาครีมกันแดดไม่ว่าคุณจะออกไปนอกบ้านหรือไม่ก็ตาม เพราะ 80% ของรังสียูวีสามารถทะลุผ่านก้อนเมฆ กระจก และหน้าต่างรถ ทั้งนี้ครีมกันแดดที่คุณเลือกใช้ควรจะป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี และมีค่า SPF 30 ในกรณีที่ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ก็ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 50