วันเสาร์, 31 ตุลาคม 2563

ชวนอ่านสาเหตุของ “แผลเป็น” พร้อมวิธีรักษา

18 ม.ค. 2020
548

“แผลเป็น” ที่ปรากฏตามผิวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งความจริงแล้วมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลเป็น เช่น การบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด โรค และปัญหาผิวหนังอย่างสิว อย่างไรก็ตาม เคยสงสัยไหมว่าแผลเป็นที่คุณเห็นบนผิวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? วันนี้เราจะพาคุณไปหาคำตอบพร้อมกัน

ทำไมเราถึงมีแผลเป็น?

แผลเป็นเกิดขึ้นเมื่อชั้นหนังแท้เสียหาย ซึ่งร่างกายจะสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่เพื่อซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลาย ทำให้เกิดแผลเป็นได้ในที่สุด ทั้งนี้เนื้อสัมผัสและลักษณะของเนื้อเยื่อแผลเป็นใหม่จะต่างจากเนื้อเยื่อรอบข้าง และแผลเป็นจะเกิดขึ้นหลังจากที่บาดแผลหายอย่างสมบูรณ์

หากพูดถึงประเภทของแผลเป็น ความจริงแล้วแผลเป็นมีหลายประเภทค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะแบนและเป็นสีซีด แต่ถ้าร่างกายผลิตคอลลาเจนมากเกินไป แผลเป็นก็จะนูนขึ้น ซึ่งเราจะเรียกแผลเป็นชนิดนี้ว่า “Hypertrophic Scars” หรือที่คุ้นหูกันว่า “แผลเป็นคีลอยด์” เราสามารถพบแผลทั้งสองชนิดนี้ได้ทั่วไปในคนที่มีอายุน้อยและคนผิวดำ

แผลเป็นบางแผลสามารถมีลักษณะภายนอกที่ดูบุ๋มหรือเป็นหลุม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการสูญเสียโครงสร้างชั้นใต้ผิว เช่น ไขมันหรือกล้ามเนื้อ ทั้งนี้แผลผ่าตัดบางแผล และแผลจากสิวอาจมีลักษณะที่ว่าค่ะ

แผลเป็นสามารถปรากฏเป็นรอยแตกลายเช่นกัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผิวขยายตัวอย่างรวดเร็ว เรายังพบแผลเป็นชนิดนี้เมื่อผิวเกิดความตึงตัวในระหว่างกระบวนการสมานแผล

วิธีรักษาแผลเป็น

แม้ว่าเราไม่สามารถกำจัดแผลเป็นได้อย่างสมบูรณ์ แต่โชคดีที่ยังพอมีวิธีที่ช่วยให้แผลเป็นดูจางลงได้บ้างค่ะ สำหรับวิธีที่สามารถช่วยได้มีดังนี้

  • ยาทาเฉพาะจุด: เช่น วิตามินอี โกโก้บัตเตอร์ และผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่วางขายทั่วไป
  • การผ่าตัด: การผ่าตัดไม่ได้ทำให้แผลเป็นหายไปเสียทีเดียว แต่สามารถช่วยเปลี่ยนรูปทรงของแผลเป็นหรือทำให้มองเห็นแผลไม่ชัด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีแผลเป็นคีลอยด์ เพราะมีความเสี่ยงที่แผลเป็นจะกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และบาดแผลอาจรุนแรงมากขึ้น
  • การฉีดสเตียรอยด์: การใช้วิธีนี้อาจช่วยให้แผลเป็นแบนลง ซึ่งการฉีดยาอาจทำให้แผลเป็นคีลอยด์นุ่มลง
  • การรักษาด้วยรังสี: การฉายรังสีโดยใช้ปริมาณรังสีต่ำจะช่วยป้องกันการกลับมาเกิดแผลเป็นคีลอยด์และแผลเป็นนูนระดับรุนแรง ซึ่งแพทย์มักจะใช้วิธีนี้ในกรณีที่แผลเป็นอยู่ในระดับร้ายแรงมาก เนื่องจากมีผลข้างเคียงระยะยาว
  • Dermabrasion: แพทย์จะใช้อุปกรณ์แบบพิเศษสำหรับทำให้แผลเป็นที่มีรูปร่างนูนหรือบุ๋มเรียบเสมอไปกับผิวมากขึ้น
  • Microdermabrasion: วิธีนี้คล้ายกับ Dermabrasion แต่เจ็บตัวน้อยกว่า และเหมาะกับคนที่มีแผลเป็นแบบตื้นมาก
  • การกรอผิวหน้าด้วยเลเซอร์: วิธีนี้คล้ายกับ Dermabrasion ในแง่ที่ช่วยกำจัดพื้นผิวโดยใช้เลเซอร์ต่างชนิด ซึ่งการใช้เลเซอร์ชนิดที่ใหม่กว่าอาจกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นหนังแท้โดยไม่กำจัดผิวชั้นบน นอกจากนี้ผู้ป่วยยังใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าวิธี Dermabrasion หรือการกรอผิวด้วยเลเซอร์แบบดั้งเดิม
  • การฉีดฟิลเลอร์: วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีแผลเป็นแบบบุ๋ม เพราะสามารถช่วยให้แผลเป็นตื้นขึ้นเสมอกับผิวรอบข้าง แต่ผลที่ได้จะเป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น และอาจจำเป็นต้องทำซ้ำเป็นประจำ
  • Microneedling: วิธีนี้เป็นการรักษาโดยใช้เข็มขนาดเล็กกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และแม้แต่ส่งเสริมตัวกระตุ้นคอลลาเจนหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่พยายามลดการปรากฏของแผลเป็น